16 จำนวนผู้เข้าชม |
ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน แต่เมื่อถึงคราวที่เส้นทางชีวิตคู่ต้องสะดุดจนนำมาสู่การ "หย่าร้าง" เรื่องที่ปวดหัวและละเอียดอ่อนไม่แพ้การแบ่งสินสมรสก็คือ "การแบ่งหนี้สิน" โดยเฉพาะในกรณีที่เคยจูงมือกันไป กู้สินเชื่อ ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นหนี้บ้าน หนี้รถ หรือหนี้บัตรเครดิต
หลายคู่เข้าใจผิดว่า เมื่อจดทะเบียนหย่าแล้ว หนี้สินทุกอย่างจะถูกหารครึ่งอัตโนมัติ หรือคิดว่าเมื่อตกลงยกทรัพย์สินให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแล้ว หนี้จะตกเป็นของฝ่ายนั้นคนเดียวในทางกฎหมาย แต่ในความเป็นจริง "เจ้าหนี้ไม่ได้มาร่วมหย่ากับคุณด้วย"
บทความนี้จะพาไปเจาะลึกข้อกฎหมาย วิธีจัดการ และแนวทางปฏิบัติเมื่อต้องแบ่งหนี้หลังหย่าร้าง เพื่อให้คุณก้าวต่อไปได้อย่างราบรื่นและไม่โดนฟ้องร้องในภายหลังครับ
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อมีการจดทะเบียนสมรส หนี้สินที่เกิดขึ้นระหว่างสมรสจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ซึ่งมีผลผูกพันและการรับผิดชอบที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ดังนี้ครับ
นี่คือจุดที่คนเข้าใจผิดกันมากที่สุด!
กฎเหล็กที่ต้องจำ "สัญญาหย่า" ที่เราตกลงกันเองที่อำเภอว่าใครจะจ่ายหนี้ก้อนไหน มีผลผูกพันแค่ระหว่างอดีตสามีภรรยาเท่านั้น แต่ไม่มีผลผูกพันกับธนาคารหรือเจ้าหนี้
สมมติว่า คุณและอดีตคู่สมรสเคยร่วมกัน กู้สินเชื่อ บ้าน ต่อมาหย่ากันและทำบันทึกท้ายทะเบียนหย่าว่า “ฝ่ายชายยกบ้านให้ฝ่ายหญิง และฝ่ายหญิงจะเป็นผู้ผ่อนชำระหนี้บ้านต่อแต่เพียงผู้เดียว”
ในทางกฎหมายของธนาคาร (เจ้าหนี้) ทั้งสองคนยังคงมีฐานะเป็น "ลูกหนี้ร่วม" เหมือนเดิม หากวันใดวันหนึ่งอดีตภรรยาหยุดผ่อน ธนาคารมีสิทธิ์เต็มที่ในการมาฟ้องร้อง ทวงหนี้ หรือยึดทรัพย์สินของอดีตสามีเพื่อชำระหนี้ได้ เพราะธนาคารไม่ได้เซ็นรับรู้ในสัญญาหย่านั้นด้วยนั่นเองครับ
หากต้องการตัดขาดความสัมพันธ์ทางการเงินอย่างเด็ดขาด ไม่ให้มีปัญหาฟ้องร้องตามมาในอนาคต คุณสามารถเลือกใช้แนวทางปฏิบัติ ดังต่อไปนี้
วิธีนี้เป็นวิธีที่เคลียร์และปลอดภัยที่สุดสำหรับฝ่ายที่ต้องการปล่อยมือจากหนี้ก้อนนั้น
หากประเมินแล้วว่า หลังจากแยกทางกัน ไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีกำลังทรัพย์พอที่จะผ่อนชำระหนี้ต่อคนเดียวได้ หรือธนาคารไม่อนุมัติให้ถอนชื่อผู้กู้ร่วม วิธีที่ดีที่สุดคือ การขายทรัพย์สินชิ้นนั้นทิ้ง
ในบางกรณีที่เหลือหนี้อีกไม่กี่ปีจะหมด หรือต้องการเก็บทรัพย์สินนี้ไว้ให้ลูกในอนาคต อดีตสามีภรรยาอาจเลือกที่จะช่วยกันผ่อนต่อจนจบสัญญา แต่ต้องยอมรับความเสี่ยงว่า หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเบี้ยวหนี้ อีกฝ่ายจะต้องรับภาระทั้งหมด และอาจเสียประวัติในเครดิตบูโรไปด้วย
หากคุณตัดสินใจแล้วว่าจะจัดการหนี้ที่เคย กู้สินเชื่อ ร่วมกันให้จบสิ้น นี่คือขั้นตอนที่คุณต้องทำ:

การหย่าร้างเป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจมากพออยู่แล้ว อย่าปล่อยให้ปัญหาเรื่องหนี้สินที่เคย กู้สินเชื่อ ร่วมกันมากลายเป็นชนวนเหตุฟ้องร้องหรือทำลายอนาคตทางการเงินของคุณในระยะยาว
จำไว้เสมอว่า ความรับผิดชอบต่อเจ้าหนี้ไม่ได้สิ้นสุดลงพร้อมใบหย่า ตราบใดที่ยังมีชื่อเป็นผู้กู้ร่วม คุณยังคงมีความเสี่ยง 100% ในสายตาของกฎหมาย ดังนั้น เมื่อตัดสินใจแยกทางกันแล้ว ควรเคลียร์หนี้สินร่วมให้จบสิ้น จะด้วยการถอนชื่อ รีไฟแนนซ์ หรือขายทอดตลาด ก็เลือกวิธีที่เหมาะสมกับสถานะทางการเงินของทั้งสองฝ่าย เพื่อให้สามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อย่างสบายใจและมีความสุขอย่างแท้จริง