
หลายคนที่เคยเผชิญวิกฤตทางการเงินในอดีต จนเรื่องราวบานปลายไปถึงขั้นโดนฟ้องศาล ไม่ว่าจะมาจากหนี้บัตรเครดิต หนี้สินเชื่อส่วนบุคคล หรือหนี้บ้านหนี้รถ แม้ว่าในท้ายที่สุดจะหาทางออก จัดการชำระหนี้จนคดีความจบลงด้วยดี และได้รับการเคลียร์ยอดทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว แต่คำถามใหญ่ที่มักสร้างความกังวลใจตามมาในวันที่ต้องการเริ่มตั้งหลักใหม่ หรือต้องการเงินทุนหมุนเวียนก้อนใหม่ก็คือ ถ้าเคยโดนฟ้องศาลแต่นำเงินไปจ่ายจนคดีจบไปแล้ว หากวันนี้จำเป็นต้องยื่นกู้สินเชื่อออนไลน์ ประวัติในอดีตยังจะตามมาหลอกหลอนไหม แล้วผลการอนุมัติจะผ่านหรือเปล่า
ปัญหาใหญ่ของคนทำอาชีพอิสระ ฟรีแลนซ์ ค้าขายออนไลน์ หรือคนที่รับเงินเป็นงวดๆ ไม่ใช่การไม่มีเงินจ่ายหนี้ แต่คือ "ความไม่แน่นอนของรายได้" ที่ทำให้สถาบันการเงินลังเลในการอนุมัติสินเชื่อ เมื่อไม่มีสลิปเงินเดือนไปยื่นยืนยันเหมือนพนักงานประจำ ประตูการอนุมัติก็ดูเหมือนจะปิดลงทันที
เคยไหม... อยากตั้งหลักเริ่มต้นใหม่ทางการเงิน ปลดล็อกภาระเดิมๆ ด้วยการเข้าโครงการปรับโครงสร้างหนี้ แต่พอฟื้นตัวได้และจำเป็นต้องใช้เงินหมุนเวียนฉุกเฉิน กลับต้องชนกำแพงใหญ่ที่เรียกว่า รายงานเครดิตบูโร
ใครที่กำลังเปิดกระเป๋าสตางค์มาแล้วเจอบัตรกดเงินสด วางเรียงกันอยู่ 3 ใบ แถมทุกใบถูกดึงวงเงินออกมาใช้จนเต็มแม็กซ์ คงกำลังรู้สึกเหมือนมีก้อนหินหนักๆ กดทับอยู่อย่างแน่นอนเพราะการถือบัตรกดเงินสดพร้อมกันหลายใบ หมายถึงคุณกำลังเผชิญหน้ากับอัตราดอกเบี้ยที่สูงลิ่วถึง 25% ต่อปี ยิ่งจ่ายขั้นต่ำ ดอกเบี้ยก็ยิ่งทบต้น วงเงินที่จ่ายไปหมุนกลับมาใช้ใหม่ กลายเป็นวงจรอุบาทว์ทางการเงินที่หาทางออกไม่เจอ